การผลิตน้ำมันหอมระเหย

การผลิตน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil Production) คือกระบวนการสกัดสารระเหยง่ายที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ดอก ใบ ผล เปลือก ราก หรือลำต้น โดยเทคนิคที่เลือกใช้จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างและคุณสมบัติของพืชชนิดนั้น ๆ เพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่บริสุทธิ์และคงคุณประโยชน์ไว้ได้มากที่สุด [1, 2, 3]
วิธีการผลิตน้ำมันหอมระเหยหลัก ๆ ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมและระดับครัวเรือน มีดังนี้:
1. การกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam Distillation)
วิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในโลก เหมาะสำหรับพืชที่มีความทนทานต่อความร้อน เช่น ตะไคร้หอม ใบยูคาลิปตัส โหระพา และเปปเปอร์มินต์ [1, 2, 3]
  • หลักการ: ปล่อยไอน้ำร้อนผ่านพืชหอมเพื่อเปิดต่อมน้ำมัน ความร้อนจะทำให้สารหอมระเหยกลายเป็นไอรวมไปกับไอน้ำ จากนั้นไอจะเดินทางผ่านท่อไปยัง ชุดควบแน่น (Condenser) ที่มีความเย็น ทำให้ไอกลับมาควบแน่นเป็นของเหลว เนื่องจากน้ำมันมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ มันจะลอยแยกชั้นอยู่ด้านบน ทำให้สามารถแยกน้ำมันบริสุทธิ์ 100% ออกมาได้ ส่วนน้ำที่เหลือจากการกลั่นจะมีกลิ่นหอมจาง ๆ เรียกว่า “น้ำไฮโดรโซล” (Hydrosol) หรือน้ำดอกไม้ [1, 2, 3]
2. การสกัดด้วยวิธีบีบเย็น (Cold Pressed / Expression)
วิธีนี้ใช้เฉพาะกับพืชตระกูลส้มและมะนาว (Citrus) เช่น ผิวมะกรูด ผิวส้ม เลมอน และเบอร์กามอท [1, 2]
  • หลักการ: เนื่องจากเปลือกพืชตระกูลส้มมีต่อมน้ำมันอยู่ใต้ผิว และกลิ่นจะสลายตัวง่ายหากโดนความร้อน กระบวนการนี้จึงใช้เครื่องบดอัดไฮดรอลิกบีบผิวเปลือกสดโดยไม่ผ่านความร้อน เพื่อคั้นเอาน้ำมันและน้ำคั้นสดออกมา จากนั้นนำไปผ่านการกรองหรือปั่นเหวี่ยงแยกกากและน้ำออก วิธีนี้จะช่วยคงกลิ่นหอมสดชื่นเปรี้ยวแหลมตามธรรมชาติของผลไม้ไว้ได้อย่างครบถ้วน [1]
3. การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction)
เหมาะสำหรับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมบอบบางและทนความร้อนไม่ได้ เช่น ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ หรือดอกซ่อนกลิ่น ซึ่งหากนำไปกลั่นด้วยไอน้ำ ความร้อนจะทำลายกลิ่นหอมไปหมด [1]
  • หลักการ: ใช้สารละลายอินทรีย์ (เช่น เฮกเซน หรือ เอทานอล) เทลงไปแช่กับดอกไม้เพื่อละลายเอาสารหอมและไขมันของพืชออกมา จากนั้นนำสารละลายระเหยออกภายใต้ระบบสุญญากาศ จะได้สารเหนียว ๆ เรียกว่า Concrete แล้วนำไปล้างด้วยแอลกอฮอล์เพื่อแยกไขมันออกอีกครั้ง ผลผลิตสุดท้ายที่ได้จะเรียกว่า แอบโซลูท (Absolute) ซึ่งมีความเข้มข้นสูงและให้กลิ่นติดทนนาน นิยมใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ [1]
4. การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลว (Supercritical Fluid Extraction – SFE CO2)
เทคโนโลยีขั้นสูงที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูงสุดและสะอาดที่สุด [1]
  • หลักการ: ใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ถูกทำให้อยู่ในสภาวะเหนือวิกฤต (สารมีสถานะกึ่งแก๊สกึ่งของเหลวภายใต้ความดันและอุณหภูมิที่ควบคุม) ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายเพื่อดึงสารหอมออกมา เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเพียงแค่ลดความดันลง CO2 จะระเหยกลายเป็นแก๊สกลับไปหมด โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างใด ๆ ไว้ในน้ำมันหอมระเหยเลย วิธีนี้ได้น้ำมันที่มีกลิ่นเสมือนต้นฉบับมากที่สุด แต่มีต้นทุนเครื่องจักรที่สูงมาก [1, 2]

ตารางเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละวิธี
วิธีการผลิตพืชที่เหมาะสมข้อดีข้อจำกัด
กลั่นด้วยไอน้ำ (Steam)ตะไคร้, ยูคาลิปตัส, มินต์, กะเพราได้น้ำมันบริสุทธิ์ 100%, ต้นทุนไม่สูงไม่เหมาะกับดอกไม้ที่ไวต่อความร้อน
บีบเย็น (Cold Pressed)ส้ม, มะนาว, มะกรูด, เลมอนกลิ่นหอมสดชื่นเป็นธรรมชาติ ไม่โดนความร้อนทำลายใช้ได้เฉพาะพืชที่มีต่อมน้ำมันที่เปลือกหนา
ตัวทำละลาย (Solvent)มะลิ, กุหลาบ, สายน้ำผึ้งสกัดพืชที่บอบบางได้ดี, กลิ่นติดทนนานอาจมีสารเคมีตกค้างจำนวนน้อย (ไม่ได้น้ำมันบริสุทธิ์ 100%)
สกัดด้วย CO2พืชสมุนไพรราคาสูง, ดอกไม้หอมบริสุทธิ์สูงสุด, ไม่มีสารตกค้าง, กลิ่นเป๊ะตามจริงค่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีมีราคาสูงมาก
ตัวอย่างการคำนวณเพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหย 1 ลิตร (1,000 มิลลิลิตร)
ผมได้รวบรวมค่าเฉลี่ย % Yield ของพืชยอดนิยม 4 ชนิด มาคำนวณให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้ครับ:
1. ตะไคร้หอม (Citronella) หรือ ตะไคร้บ้าน (Lemongrass)
  • เปอร์เซ็นต์ผลผลิตน้ำมัน (% Yield): ประมาณ 1% – 1.5% (ถือเป็นพืชที่ให้น้ำมันเยอะและคุ้มค่า)
  • วิธีคิด: \(\frac{1,000 \text{ กรัม}}{1\%} \times 100 = 100,000 \text{ กรัม}\)
  • สรุป: ต้องใช้ใบตะไคร้สดประมาณ 70 – 100 กิโลกรัม เพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหย 1 ลิตร
2. ผิวมะกรูด (Kaffir Lime Peel)
  • เปอร์เซ็นต์ผลผลิตน้ำมัน (% Yield): ประมาณ 0.5% – 0.8%
  • วิธีคิด: \(\frac{1,000 \text{ กรัม}}{0.5\%} \times 100 = 200,000 \text{ กรัม}\)
  • สรุป: ต้องใช้ผิวมะกรูดขูดสดประมาณ 125 – 200 กิโลกรัม เพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหย 1 ลิตร
3. เปปเปอร์มินต์ / สะระแหน่ (Peppermint)
  • เปอร์เซ็นต์ผลผลิตน้ำมัน (% Yield): ประมาณ 0.3% – 0.5%
  • วิธีคิด: \(\frac{1,000 \text{ กรัม}}{0.4\%} \times 100 = 250,000 \text{ กรัม}\)
  • สรุป: ต้องใช้ใบมินต์สดประมาณ 200 – 300 กิโลกรัม เพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหย 1 ลิตร
4. ดอกกุหลาบ (Rose) – กลุ่มดอกไม้บอบบาง
  • เปอร์เซ็นต์ผลผลิตน้ำมัน (% Yield): น้อยมาก ประมาณ 0.02% – 0.05%
  • วิธีคิด: \(\frac{1,000 \text{ กรัม}}{0.025\%} \times 100 = 4,000,000 \text{ กรัม}\)
  • สรุป: ต้องใช้กลีบดอกกุหลาบสดมากถึง 4,000 กิโลกรัม (4 ตัน) เพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหย 1 ลิตร (นี่คือสาเหตุที่น้ำมันหอมระเหยกุหลาบแท้มีราคาแพงมหาศาล)

 

อัตราค่าบริการ

สกัดน้ำมันหอมระเหย (Distillation)อัตราค่าบริการ (บาท/ตัวอย่าง)  

Distillation apparatus (Glass) ขนาด 5 ลิตร

กลั่นครั้งแรก 1,000 ตัวอย่างเดิม ถัดไปครั้งละ 500

30 วัน

200-300 กรัม

Scroll to Top